กิจกรรม

สรุปเสวนาวิชาการภายใต้หัวข้อ “ป่าไม้วิถีใหม่ ไปด้วยกัน ไปได้ไกล”

สมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ ร่วมกับ ศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาวิชาการภายใต้หัวข้อ “ป่าไม้วิถีใหม่ ไปด้วยกัน ไปได้ไกล” เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2564 ณ ห้องประชุมจงรักปรีชานนท์ ตึกวนศาสตร์ 72 ปี คณะวนศาสตร์

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านสถานการณ์ป่าไม้ระหว่างนักวิชาการ ศิษย์เก่าวนศาสตร์ และผู้สนใจทั่วไป รวมทั้งเป็นกิจกรรมเพื่อร่วมงานการประชุมวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 59 ประจำปี พ.ศ. 2564 โดยได้มีวิทยากรร่วมวงเสวนาประกอบด้วย

  • ผศ.ดร.กอบศักดิ์ วันธงไชย คณบดีคณะวนศาสตร์
  • ผศ.ดร.ขวัญชัย ดวงสถาพร หัวหน้าภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์
  • คุณรณกร ตีรกานนท์ ที่ปรึกษายุทธศาสตร์อาวุโสศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC)
  • คุณคมวิทย์ บำรุงธำรงกิจ อุปนายกสมาคมธุรกิจไม้

โดยมี นายณัฐวัฒน์ คลังทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยป่าไม้ เป็นผู้ดำเนินรายการ มีผู้เข้าเสวนาแบบ onsite จำนวน 53 คน และผ่านช่องทาง online จำนวน 461 คน รวมทั้งหมด 514 คน สำหรับผลการเสวนาวิชาการ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

สถานการณ์โลกและประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไป

โลกปัจจุบันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยี สภาพทางสังคม โลกธุรกิจและการค้า สภาพภูมิอากาศ ตลอดจนโรคอุบัติใหม่ เช่น โควิด-19 ที่ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างและต่อเนื่อง ทำให้ทุกประเทศต้องมีการปรับตัวกันอย่างมาก รวมถึงประเทศไทยด้วย เมื่อมองสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศ นอกจากจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวข้างต้นแล้ว นโยบายของประเทศไทยได้มุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทาง BCG economy ตลอดจนวิกฤตปัญหาด้านหมอกควัน และไฟป่าที่ ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี จากหลายปัจจัยดังกล่าวทำให้ภาคการป่าไม้จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ ภายใต้คำว่า “การป่าไม้วิถีใหม่”

การป่าไม้ไทยกับความท้าทายในปัจจุบัน

1) ความท้าทายด้านนโยบาย องค์กร กฎหมาย และการบริหารจัดการป่าไม้ ได้แก่ ความแตกต่างระหว่างข้อมูลพื้นที่ป่าไม้ที่มีประเมินกับพื้นที่ป่าไม้เชิงนโยบาย ความเป็นเอกภาพขององค์กรและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานป่าไม้ ความเชื่อมโยงของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับงานป่าไม้ทั้งหมด และการบริหารจัดการบนข้อมูลที่มีคุณภาพและรอบด้านเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง และรวดเร็ว

2) ความท้าทายด้านการศึกษาและวิจัยด้านป่าไม้ ได้แก่ ผู้เข้าศึกษาตามระบบเริ่มมีแนวโน้มลดน้อยลงขณะที่คนทำงานต้องการเพิ่มพูนความรู้และทักษะด้านวิชาชีพป่าไม้มากขึ้น ทัศนคติ ความคิดของนิสิตต่องานทางด้านป่าไม้เปลี่ยนไป ตลาดรองรับบัณฑิตทางป่าไม้เปิดกว้างขวางมากขึ้น ความคาดหวังของสังคมต่อบัณฑิตป่าไม้เพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน รวมถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านป่าไม้ที่ตอบสนองความต้องการของสังคม และประเทศได้อย่างรวดเร็วทันกับสถานการณ์

3) ความท้าทายด้านธุรกิจไม้และอุตสาหกรรมไม้ ได้แก่ ความต้องการใช้ไม้โดยเฉพาะไม้ก่อสร้างภายในประเทศลดลง เทคโนโลยีวัสดุทดแทนไม้ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วและราคาถูกกว่าไม้ปลูก ความไม่แน่นอนของตลาดและราคาไม้

4) ความท้าทายด้านภาคประชาสังคม ได้แก่ ความแตกต่างทางความคิดและทัศนคติของคนในสังคมต่องานป่าไม้ที่หลากหลายขึ้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ความต้องการภาคบริการจากป่าไม้เพิ่มสูงขึ้น ความต้องการมีส่วนร่วมต่อการบริหารจัดการป่าไม้ในมิติต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการปรับตัวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ป่าไม้วิถีใหม่ควรเป็นอย่างไร

1) ปรับมโนทัศน์ใหม่ด้านการบริหารจัดการป่าไม้ จากการบริหารจัดการป่าไม้ที่เน้นคุ้มครองและป้องกันเปลี่ยนไปสู่การบริหารจัดการป่าไม้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (Forestry for life) หรือป่าไม้เพื่อมวลชน (Forestry for all) กล่าวคือ ป่าไม้เป็นของทุกคนที่ต้องเข้ามาช่วยกันดูแลและรับผิดชอบร่วมกันไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อให้ป่าไม้ตอบสนองความต้องการอย่างสมดุลและยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

2) นโยบายภาคป่าไม้ที่เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง องค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับงานป่าไม้ที่มีเอกภาพและประสิทธิภาพ กฎหมายป่าไม้และกฎหมาย/ระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมีความทันสมัย สอดรับและสอดคล้องกับบริบทป่าไม้ที่เป็นพลวัต (dynamic) และการบริหารจัดการที่มีสมรรถนะสูงทั้งทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีนวัตกรรม

3) หลักสูตรการเรียนการสอนด้านป่าไม้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและตลาด คุณภาพบัณฑิตป่าไม้ (เป็นคนดีและทำงานเก่ง) กลุ่มผู้เรียนใหม่ด้านป่าไม้คือคนวัยทำงานที่ต้องการ upskill/reskill การจัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล เน้นผลิตผลงานวิจัยที่สร้างผลกระทบสูงไม่ว่าเชิงวิชาการ เชิงนโยบาย เชิงพื้นที่ นวัตกรรม และเชิงพาณิชย์ คู่ความร่วมมือทางการศึกษาและวิจัยด้านป่าไม้ มีพื้นที่ต้นแบบเพื่อสาธิตการจัดการป่าไม้แบบครบวงจรเพื่อการขยายผล

4) ให้การตลาดนำการผลิตในส่วนของภาคธุรกิจไม้และอุตสาหกรรมไม้ มีกลไกราคาที่เป็นธรรม ระบบการตลาดไม้ที่เข้มแข็ง สร้างมูลค่าจากไม้ตลอดห่วงโซ่การผลิตแบบครบวงจร นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้งานมากขึ้น ตลอดจนมีอาชีพใหม่ ๆ ในภาคธุรกิจไม้ อุตสาหกรรมไม้ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

5) ให้มีหุ้นส่วนพันธมิตรเข้ามาทำหน้าที่ดูแลรักษาป่าหรือปลูกต้นไม้ในบริบทใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น การลงทุนในงานอนุรักษ์ป่าไม้โดยภาคเอกชน ปลูกไม้เป็นเงินออม ฯลฯ โดยนำกลไกทางเศรษฐศาสตร์มาเป็นแรงจูงใจให้กับภาคประชาสังคม

กล่าวโดยสรุปแล้ว การป่าไม้วิถีใหม่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต แต่การป่าไม้วิถีใหม่เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วนในสังคมไทย การจะไปด้วยกันอย่างเข้มแข็งและไปได้ไกลอย่างยั่งยืน มีปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จอยู่หลายประการที่ต้องคำนึงถึงทั้งในเรื่องของ คุณภาพการศึกษา ที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ ความเป็นเอกภาพทั้งในด้านนโยบาย องค์กร กฎหมาย และการบริหารจัดการด้านการป่าไม้ หลักธรรมาภิบาลที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมในทุกมิติทั้งร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมทำ ร่วมติดตามประเมินผล และร่วมรับผิดชอบ การให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการบนข้อมูลที่ถูกต้อง ตลอดจนการสร้างสังคมการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของคนในสังคม เช่น พูดให้น้อยลงแต่ทำให้มากขึ้น ยอมรับการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น รู้จักพึ่งตนเอง รู้จักสร้างโอกาสและใช้โอกาสให้เป็น เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา ฯลฯ

 

“If you want to go fast, go alone. If you want to far, go together.”

โดย

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

Leave a Reply